ยินดีต้อนรับทุกท่านค่ะ เรารับทำบัญชี จดทะเบียนธุรกิจ ยื่นภาษีอากร ตรวจสอบบัญชี ขึ้นทะเบียนประกันสังคม ทำวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน และยินดีให้คำปรึกษาฟรี สนใจติดต่อเราได้ตลอดเวลาค่ะ โทรศัพท์: 02-090-2284-6 แฟกซ์: 02-090-2287, มือถือ: 086-089-6768 Line ID : sunisar2524
Home ห้องสนทนา กระทู้ล่าสุด
 กระดานสนทนา
ยินดีต้อนรับ บุคคลทั่วไป   [ลงทะเบียน]  เข้าสู่ระบบ
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>
 หัวข้อกระทู้ :ความแตกต่างของสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาลิสซิ่ง.. 01-03-2013 10:31:09 
สุณิษาเรืองหิรัญ
ลงทะเบียนเมื่อ: 19-11-2010 08:53:13
ตอบ: 22
ที่อยู่
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาทั่วไป
กระทู้ : ความแตกต่างของสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาลิสซิ่ง

 
ความแตกต่างของสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาลิสซิ่ง
สัญญาเช่าซื้อ (Hire Purchase)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 บัญญัติว่า “อันว่าสัญญาเช่าซื้อนั้น คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว” จึงกล่าวได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินเอาทรัพย์สินให้เช่า โดยมีข้อตกลงว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าได้จ่ายเงินให้เจ้าของทรัพย์สินตามจำนวนงวดที่ตกลงกันไว้ โดยผู้เช่าซื้อไม่ต้องแสดงเจตนาว่าจะซื้อและไม่ต้องชำระราคาทรัพย์สินอีก สัญญาเช่าซื้อจึงมีลักษณะเป็นสัญญาผสมระหว่างสัญญาเช่ากับสัญญาซื้อ โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1.ผู้ให้เช่าต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ให้เช่า
2.ผู้ให้เช่านำทรัพย์สินของตนให้ผู้เช่าไปใช้ประโยชน์
3.ผู้ให้เช่าให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้เช่าหรือให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่า
4.ผู้เช่าจะต้องชำระเงินค่าเช่าซื้อเป็นคราวๆ (งวด) จนครบถ้วนตามที่ตกลงกันให้แก่ผู้ให้เช่า
สัญญาเช่าซื้อต้องทำเป็นหนังสือ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายคือผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อ ต้องลงลายมือชื่อในสัญญา หากมิได้ทำเป็นหนังสือหรือคู่สัญญาลงชื่อเพียงฝ่ายเดียว สัญญาจะตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ ไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา
ภาระภาษี
1.ภาษีเงินได้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้เช่าซื้อ มีหน้าที่คำนวณกำไรสุทธิจากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และนำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป 1/2528 เรื่อง การใช้เกณฑ์สิทธิในการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล ข้อ 3.5 กำหนดการคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการให้เช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อและมีอายุสัญญาเกินหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องนำกำไรที่เกิดจากการขายมารวมคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการให้เช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระ สำหรับดอกผลเช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้แต่ละงวดตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป
การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ได้โอนไปยังผู้ซื้อทันที ให้นำรายได้จากการขายมารวมคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการขายสินค้า การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อหรือผู้ซื้อจากการขายผ่อนชำระ ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องนำทรัพย์สินที่ได้มาโดยการเช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระมาคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา มูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินนั้นให้ถือตามราคาที่พึงต้องชำระทั้งหมด แต่ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาที่จะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชีจะต้อง ไม่เกินค่าเช่าซื้อหรือราคาที่จะต้องผ่อนชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
คำว่า “กำไรที่เกิดจากการขาย” ตามวรรคหนึ่งหมายความว่า ผลต่างระหว่างราคาขายเงินสดกับต้นทุนของทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระ
คำว่า “ดอกผลเช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระ” ตามวรรคหนึ่งหมายความว่า ผลต่างระหว่างจำนวนเงินทั้งสิ้นที่ต้องจ่ายตามสัญญากับราคาขายเงินสด
2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม
มาตรา 77/1(8)(ก) กำหนดให้สัญญาเช่าซื้อสินค้า เป็นการขาย และมีจุดความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 78(2) กล่าวคือให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวดไม่ว่าจะได้รับชำระเงินหรือไม่ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการรับชำระราคาสินค้าหรือออกใบกำกับภาษีเกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคาแต่ละงวด ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ในกรณีผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่างวด
3.อากรแสตมป์
การทำสัญญาเช่าซื้ออยู่ในบังคับต้องปิดอากรแสตมป์ ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสารที่ 3 โดยจะต้องปิดอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทของทุกจำนวนเงิน 1,000 บาทหรือเศษของเงิน 1,000 บาท แห่งราคาทั้งหมด (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
4.การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา
แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เช่าซื้อจะยังคงเป็นของผู้ให้เช่าซื้ออยู่ แต่ผู้ให้เช่าซื้อก็ไม่มีสิทธิหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์นั้น เนื่องจากได้ถือทรัพย์นั้นเป็นสินค้าและได้นำราคาซื้อของทรัพย์นั้นไปหักเป็นรายจ่ายในรูปของต้นทุนสิค้าเพื่อหากำไรขั้นต้นที่กิจการต้องรับรู้รายได้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ในส่วนของผู้ให้เช่าซื้อแม้จะยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในก็สามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145
สัญญาลิสซิ่ง (Leasing)
ลิสซิ่ง เป็นรูปแบบที่นำมาจากต่างประเทศ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องเอกเทศสัญญา ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับลิสซิ่งไว้เป็นการเฉพาะ สัญญาลิสซิ่งคือสัญญาที่เจ้าของทรัพย์สิน (Leasor) ตกลงให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่ง (Leasee) ใช้ประโยชน์จากทรัพย์นั้นได้ โดยมีเงื่อนไขและข้อจำกัดตามที่ระบุในสัญญา และต้องชำระราคาตามที่กำหนดไว้ โดยเจ้าของทรัพย์สินตกลงจะขายทรัพย์สินที่ให้ลิสซิ่งนั้นให้แก่ผู้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งเมื่อครบกำหนดตามสัญญา การให้เช่าแบบลิสซิ่งนั้น ราคาค่าเช่าแต่ละงวดจะมิได้รวมราคาทรัพย์สินด้วย แต่จะมีการระบุไว้ต่างหากในสัญญานั้น และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ให้เช่านั้นจะไม่ได้โอนไปยังผู้เช่าโดยทันทีดังเช่นสัญญาเช่าซื้อ หากผู้เช่าประสงค์จะซื้อหรือรับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ต้องแสดงเจตนาสนองรับคำมั่นของผู้ให้เช่าและชำระราคาซื้อทรัพย์สินตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาก่อน กรรมสิทธิ์จึงจะโอนมาเป็นของผู้เช่า สัญญาลิสซิ่งส่วนมากจะมีข้อกำหนดว่า หากบอกเลิกสัญญาก่อนจะเสียค่าปรับ ยิ่งบอกเลิกเร็วค่าปรับก็จะสูง และเมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า ผู้เช่าแบบลิสซิ่งจะซื้อทรัพย์สินหรือไม่ก็ได้
ภาระภาษี
1.ภาษีเงินได้
สัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง เป็นเพียงสัญญาเช่าที่รวมกับคำมั่นของผู้ให้เช่าว่าจะขายทรัพย์สินที่ให้เช่านั้น เมื่อสิ้นสุดสัญญา ซึ่งไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อ เงินได้จากสัญญาลิสซิ่งจึงเป็นเงินได้จากการเช่าทรัพย์เท่านั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้เช่าทรัพย์ จึงมีหน้าที่คำนวณกำไรสุทธิจากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี และใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น มารวมคำนวณเป็นรายได้ของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และนำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้น แม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
กรณีภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ของการเช่าแบบลิสซิ่ง กรมสรรพากรมีคำสั่งที่ ท.ป.4/2528 กำหนดให้ผู้จ่ายเงินค่ามีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของเงินได้ที่จ่าย ยกเว้นผู้ให้เช่าจะเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วถึง 60 ล้านบาท และสัญญาลิสซิ่งมีระยะเวลาถึง 3 ปีขึ้นไป ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย
2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากลิสซิ่งเป็นเพียงสัญญาเช่าทรัพย์ ที่มีคำมั่นว่าผู้ให้เช่าตกลงจะขายทรัพย์สินให้แก่ผู้เช่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของสัญญาไม่มีลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อ สัญญาลิสซิ่งจึงเป็นการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร โดยความรับผิดในการเสียภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ ออกใบกำกับภาษี หรือได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่นตามาตรา 78/1(1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีที่ผู้เช่าลิสซิ่งไม่ชำระราคาค่าบริการผุ้ให้เช่าก็ไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีขายแต่ประการใด
3.อากรแสตมป์ สัญญาลิสซิ่ง เป็นสัญญาเช่าทรัพย์ที่ทีคำมั่นว่าผู้ให้เช่าตกลงจะขายทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดระยะของสัญญา ไม่เป็นสัญญาเช่าซื้อ จึงไม่ต้องติดอากรแสตมป์ ในกรณีนี้มีคำพิพากษาฎีกาที่ 8810/2543 ว่า สัญญาลิสซิ่งไม่อยู่ในบังคับต้องติดอากรแสตมป์แต่อย่างใด
4.การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา
เนื่องจากสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง เป็นลักษณะของสัญญาเช่าทรัพย์ ผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิหักค่าเสื่อมราคาของทรัพย์นั้น เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังไม่ได้โอนไปยังผู้เช่า ผู้เช่าจึงไม่มีสิทธิ์หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา แต่สามารถนำค่าเช่ามาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามปกติ โดยเงินค่าเช่าที่จ่ายรายเดือนต้องบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายค่าเช่าได้เต็มจำนวนที่จ่ายจริง แต่มีข้อพึงระวัง เฉพาะกรณีเป็นการเช่ารถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารส่วนบุคคลที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน นำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ไม่เกินเดือนละ 36,000 บาท หรือไม่เกิน คันละ 1,200 บาทต่อวัน
ความแตกต่างระหว่างสัญญาเช่าการเงิน (Financial Lease) และสัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease)
สัญญาเช่าการเงิน (Financial Lease) เป็นข้อตกลงเช่า ที่การเช่ามีระยะเวลาที่แน่นอน ตั้งแต่ระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยผู้ให้เช่ามิได้เป็นผู้ให้การบำรุงรักษา ซ่อมแซม ทำประกันภัย หรือการบริการใดๆ ต่อทรัพย์สินที่ให้เช่าแก่ผู้เช่า ผู้ให้เช่าจะคำนวณค่าเช่า จากราคาทรัพย์สิน ดอกเบี้ย และคุณประโยชน์ของทรัพย์สินนั้นๆ โดยทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาได้ทั้ง 2 ฝ่าย
สัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease) เป็นลิซซิ่งที่นิยมกันเป็นส่วนมาก Operating Lease เป็นการเช่าทรัพย์ในเวลาสั้น ส่วนใหญ่ประมาณ 24-60 เดือน ซึ่งทั้งผู้ให้เช่าหรือผู้เช่าสามารถบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้ตามหลักการ ผู้ให้เช่าจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดต่อ ทรัพย์สินนั้น ๆ Operating Lease จึงมีลักษณะใกล้เคียงกับสัญญาการเช่า (Rent) ทั่วไป
มาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 17 (ปรับปรุง 2552) เรื่อง สัญญาเช่า
สัญญาเช่าการเงินหมายถึงสัญญาเช่าที่ทำให้เกิดการโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่ผู้เป็นเจ้าของพึงได้รับจากสินทรัพย์ให้แก่ผู้เช่าไม่ว่าในที่สุดการโอนกรรมสิทธิ์จะเกิดขึ้นหรือไม่
สัญญาเช่าดำเนินงาน หมายถึง สัญญาเช่าที่มิใช่สัญญาเช่าการเงิน
ในการจัดประเภทสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าการเงินหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน กิจการต้องพิจารณาถึงเนื้อหาของรายการมากกว่ารูปแบบตามสัญญา
กิจการต้องจัดประเภทสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าการเงิน หากสัญญานั้นโอนความเสี่ยงและ
ผลตอบแทนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่ผู้เป็นเจ้าของพึงได้รับจากสินทรัพย์ไปให้แก่ผู้เช่าและต้องจัดประเภทสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าดำเนินงานหากสัญญานั้นไม่ได้โอนความเสี่ยง หรือผลตอบแทนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดที่ผู้เป็นเจ้าของพึงได้รับจากสินทรัพย์ไปให้แก่ผู้เช่า
กิจการต้องจัดประเภทสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าการเงินหากสัญญานั้นทำให้เกิดสถานการณ์ต่อไปนี้อย่างน้อยหนึ่งสถานการณ์
1. สัญญาเช่าโอนความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์ให้แก่ผู้เช่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของสัญญาเช่า
2. ผู้เช่ามีสิทธิเลือกซื้อสินทรัพย์ด้วยราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม ณ วันที่สิทธิเลือกเกิดขึ้น โดยราคาตามสิทธิเลือกนั้นมีจำนวนต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์มากเพียงพอที่จะทำให้เกิด
ความแน่ใจอย่างสมเหตุสมผล ณ วันเริ่มต้นของสัญญาเช่าว่าผู้เช่าจะใช้สิทธิเลือกซื้อสินทรัพย์นั้น
3. ระยะเวลาของสัญญาเช่าครอบคลุมอายุการให้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของ
สินทรัพย์แม้ว่าจะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้น
4. ณ วันเริ่มต้นของสัญญาเช่า มูลค่าปัจจุบันของจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องจ่ายมีจำนวนเท่ากับ
หรือเกือบเท่ากับมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ที่เช่า
5. สินทรัพย์ที่เช่ามีลักษณะเฉพาะจนกระทั่งมีผู้เช่าเพียงผู้เดียวที่สามารถใช้สินทรัพย์นั้น
โดยไม่จำเป็นต้องนำสินทรัพย์ดังกล่าวมาทำการดัดแปลงที่สำคัญ
ข้อบ่งชี้ถึงสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งหรือหลายสถานการณ์รวมกันที่ทำให้สามารถจัดสัญญาเช่าเป็นสัญญาเช่าการเงินได้ มีดังต่อไปนี้
1. หากผู้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาเช่าได้ และผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบผลเสียหายที่เกิดกับผู้ให้เช่าเนื่องจากการยกเลิกนั้น
2. ผู้เช่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกำไรหรือผลขาดทุนจากการผันผวนของมูลค่ายุติธรรมของมูลค่าคงเหลือ (ตัวอย่างเช่น มูลค่ายุติธรรมของมูลค่าคงเหลือที่อยู่ในรูปของค่าเช่าที่ผู้ให้เช่าลดให้ซึ่งรวมแล้วมีจำนวนเท่ากับส่วนใหญ่ของจำนวนที่ได้รับจากการขายมูลค่าคงเหลือ ณ วันสิ้นสุดสัญญาเช่า)
3. ผู้เช่าสามารถต่อสัญญาเช่าครั้งที่สองด้วยการจ่ายค่าเช่าที่มีจำนวนต่ำกว่าค่าเช่าในตลาดอย่างเป็นนัยสำคัญ
ตารางเปรียบเทียบสัญญาเช่าซื้อกับสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง

สัญญาเช่าซื้อ
สัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง
1.การโอนกรรมสิทธิ์
ทันทีเมื่อชำระค่าเช่าซื้อ
เมื่อผู้เช่าชำระเงินค่าซื้อซาก
2.ผู้เช่า/ผู้เช่าซื้อ
บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
นิติบุคคลเท่านั้น
3.การบันทึกบัญชีค่างวดจ่ายรายเดือน
ชำระหนี้เช่าซื้อ
ชำระค่าเช่า
4.ผู้บันทึกทรัพย์สินทางบัญชี
ผู้เช่าซื้อ
ผู้ให้เช่าซื้อ
5.ผู้บันทึกค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน
ผู้เช่าซื้อ
ผู้ให้เช่าซื้อ
6.การรับรู้รายได้ตามมาตรฐานทางบัญชี
รับรู้รายได้ ณ วันที่ขาย โดยรายได้คำนวณจากมูลค่ายุติธรรมของสิ่งตอบแทนที่ได้รับหรือค้างรับ เช่นเงินสดโดยไม่รวมดอกผล
แบ่งสัญญาออกเป็น
1) Financial Lease รับรู้เฉพาะดอกผลเป็นรายได้
2) Operation Lease รับรู้ทั้งเงินต้นและดอกผลเป็นรายได้ทั้งจำนวนตามงวดที่ถึงกำหนดเวลาชำระ
7.การรับรู้รายได้ตามประมวลรัษฎากร
กำไรที่เกิดจากการขายมารวมคำนวณเป็นรายได้ทั้งจำนวนในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการให้เช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระ ส่วนดอกผลเช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้แต่ละงวดตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป
ไม่มีคำนิยามเกี่ยวกับการเช่าแบบลิสซิ่ง จึงถือเป็นการเช่าทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในทางภาษีอากร จึงเป็น Operation Lease รับรู้ทั้งเงินต้นและดอกผลเป็นรายได้ทั้งจำนวนตามงวดที่ถึงกำหนดเวลาชำระ



IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :คาชี้แจงเกี่ยวกับการใช้เลขประจาตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก.. 28-02-2013 18:12:14 
สุณิษาเรืองหิรัญ
ลงทะเบียนเมื่อ: 19-11-2010 08:53:13
ตอบ: 22
ที่อยู่
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาทั่วไป
กระทู้ : คาชี้แจงเกี่ยวกับการใช้เลขประจาตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก

ตามที่กรมสรรพากรได้กาหนดให้ใช้เลขประจาตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก แทนเลขประจาตัวผู้เสียภาษีอากร 10 หลัก ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กาหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล และผู้จ่ายเงินได้ ซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย มีและใช้เลขประจาตัวผู้เสียภาษีในการปฏิบัติตามประมวลรัษฏากร (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 11 มกราคม 2555 และขยายเวลาให้ใช้เลขประจาตัว ผู้เสียภาษีอากร 10 หลัก ออกไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2556 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2555 นั้น เนื่องจากมีผู้ประกอบการจดทะเบียนจานวนมาก แจ้งว่า มีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้เลขประจาตัว ผู้เสียภาษีอากร 10 หลัก เหลืออยู่เป็นจานวนมาก ได้แก่ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ใบกากับภาษี ใบรับและใบส่งของ เป็นต้น กรมสรรพากรจึงขยายระยะเวลาการใช้เลขประจาตัวผู้เสียภาษีอากร 10 หลัก ในเอกสารดังกล่าวข้างต้น ออกไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 แต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการใช้เลขประจาตัวผู้เสียภาษีอากร ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษี ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และผู้มีหน้าที่นาส่งภาษี ...................................................
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ภาษีมูลค่าเพ่ิมและภาษีหัก ณ ที่จ่าย.. 28-02-2013 18:09:03 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษีมูลค่าเพ่ิมและภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ถ้าจดภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะต้องยื่น ภพ.30 ทุกเดือนนะค่ะ (ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป)ถ้าไม่ยื่นจะมีค่าปรับเดือนละ 500 เวลาเราจ่ายค่าจ้างใคร ก็ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3 เปอร์เซ็นต์นะค่ะ (เมื่อหัก ณ ที่จ่ายใคร ก็ต้องออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้เขาด้วย )ต้องทำหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายขึ้นมาทั้งหมด 4 ใบ สองใบแรก ให้ผู้ที่ถูกหัก ที่เหลืออีก 2 ใบเก็บไว้ยื่นภาษีและทำบัญชีค่ะ และจะต้องยื่น ภงด.3 หรือ ภงด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ภาษีมูลค่าเพ่ิมและภาษีหัก ณ ที่จ่าย.. 28-02-2013 17:09:38 
Patcharin

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษีมูลค่าเพ่ิมและภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ตอนนี้กำลังเปิดร้านกาแฟในรูปแบบนิติบุคคล ซึ่งไปจด ภพ 01.1 แล้ว คือได้รับยกเว้นภาษีมูลค้าเพิ่ม แต่เราต้องยื่น ภพ.30 ทุกเดือนเป็น 0 หรือเปล่าค่ะ ? และเวลาเราจ่ายค่าจ้างทำของใครหรือบริการ เราสามารถออกใบหัก ภาษ๊ ณ ที่จ่ายและยื่นแบบ ในเดือน ถัดไปหรือเปล่าค่ะ

IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :หลักเกณฑ์การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีภรรยา ประจำปี 2555.. 25-02-2013 20:47:23 
สุณิษาเรืองหิรัญ
ลงทะเบียนเมื่อ: 19-11-2010 08:53:13
ตอบ: 22
ที่อยู่
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : หลักเกณฑ์การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีภรรยา ประจำปี 2555

หลักเกณฑ์การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีภรรยา ประจำปี 2555

หลักเกณฑ์การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีภรรยา ประจำปี 2555

หลักเกณฑ์การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสามีภรรยา ประจำปี 2555

คำชี้แจงกรมสรรพากร

เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากสามีและภริยา

 

โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคาวินิจฉัยที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ว่า การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากสามีและภริยาตามมาตรา ๕๗ ตรี และมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร เป็นการจำกัดสิทธิสามีและภริยาในการยื่นรายการและเสียภาษี ถือว่า ไม่ส่งเสริมความเสมอภาคของชายและหญิง กรณีจึงขัดหรือแย้งต่อมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บทบัญญัติตามมาตรา ๕๗ ตรี และมาตรา ๕๗ เบญจ แห่งประมวลรัษฎากร จึงเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งคาวินิจฉัยของศาลให้มีผลในวันอ่าน คือ ตั้งแต่วันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ตามข้อ ๕๕ ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ดังนั้น กรมสรรพากรจึงได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากสามีและภริยาเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยาสำหรับปีภาษี 2555 เป็นต้นไปนั้น มิให้ถือว่าเงินได้พึงประเมินของภริยาเป็นเงินได้ของสามี

กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ ยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้ในนามตนเอง ส่วนกรณีเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากการทำกิจการร่วมกัน หรือที่มิได้พิสูจน์ว่าเป็นเงินได้ของฝ่ายใด ให้ยื่นรายการและเสียภาษีในนามคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

ข้อ 2 การยื่นรายการของสามีหรือภริยา ให้หักลดหย่อนได้ ดังต่อไปนี้

(1) สำหรับผู้มีเงินได้ 30,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร

ตัวอย่างที่ ๑ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีหักลดหย่อนสำหรับ ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๒ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีและภริยาต่างฝ่ายต่าง หักลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

(2) สำหรับสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

ตัวอย่างที่ ๓ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีหักลดหย่อนภริยา 30,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๔ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ 30,000 บาทแล้ว จึงไม่มีสิทธิหักลดหย่อนสามีหรือภริยา

(3) สำหรับบุตรและการศึกษาบุตรตามมาตรา 47 (1) (ค) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร

  (ก) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้หักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตร 2,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๕ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ มีบุตรด้วยกัน 1 คน สามีหักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตรอีก 2,000 บาท

  (ข) กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษีให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตร 2,000 บาท แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักได้กึ่งหนึ่ง

ตัวอย่างที่ ๖ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย มีบุตรด้วยกัน 1 คน ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี สามีและภริยาหักลดหย่อนบุตร 15,000 บาท และการศึกษาบุตรอีก 2,000 บาท (ฝ่ายละ 17,000 บาท) แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอด ปีภาษี สามีและภริยาหักได้ฝ่ายละ 8,500 บาท

(4) สำหรับเบี้ยประกันชีวิตตามมาตรา 47 (1) (ง) แห่งประมวลรัษฎากร

  (ก) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ในกรณีที่ความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักเบี้ยประกันชีวิตของสามีหรือภริยาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๗ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท สามีหักลดหย่อน 10,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๘ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท ภริยาจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท ถ้าความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท และส่วนของภริยา 10,000 บาท (รวม 20,000 บาท) แต่ถ้าความเป็นสามีภริยามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี สามีหักลดหย่อนได้เฉพาะส่วนของตน 10,000 บาท

  (ข) กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อน เบี้ยประกันชีวิตส่วนของตนตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๙ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท ภริยาจ่ายเบี้ยประกันชีวิต 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท

(5) สำหรับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา 47 (1) (ช) แห่งประมวลรัษฎากร

ตัวอย่างที่ ๑๐ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท สามีหักได้ 10,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๑๑ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท ภริยาจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนส่วนของตน 10,000 บาท

(6) สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามมาตรา 47 (1) (ซ) แห่งประมวลรัษฎากร

  (ก) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้สามีหรือภริยาฝ่ายที่มีเงินได้หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เฉพาะส่วนของตน

ตัวอย่างที่ ๑๒ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีกู้ยืมและจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท ภริยากู้ยืมและจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืม 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เฉพาะส่วนของตน 10,000 บาท

  (ข) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียวและร่วมกันกู้ยืม ให้ผู้มีเงินได้หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๑๓ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ ถ้าสามีภริยาร่วมกันกู้ยืมและจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเป็นจำนวน 10,000 บาท สามีมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ย เงินกู้ยืมได้ทั้งจานวน 10,000 บาท

  (ค) กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย และต่างฝ่ายต่างมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาสมรสกัน ให้ต่างฝ่ายต่างยังคงหักลดหย่อนดอกเบี้ย เงินกู้ยืมส่วนของตนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

ตัวอย่างที่ ๑๔ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย และมีสิทธิหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอยู่ก่อนแล้วฝ่ายละ 10,000 บาท ต่อมาสมรสกัน สามีและภริยายังคงหักลดหย่อนได้ฝ่ายละ 10,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

  (ง) กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่ายและร่วมกันกู้ยืม ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้กึ่งหนึ่งของจานวนที่จ่ายจริงแต่รวมกันไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ไม่ว่าความเป็นสามีภริยาจะได้มีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ก็ตาม

ตัวอย่างที่ ๑๕ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย ถ้าสามีภริยาร่วมกันกู้ยืมและได้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเป็นจำนวน 10,000 บาท สามีหักลดหย่อนได้ 5,000 บาท ภริยาหักลดหย่อนได้ 5,000 บาท

(7) สาหรับเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมตามมาตรา 47 (1) (ฌ) แห่งประมวลรัษฎากร

ตัวอย่างที่ ๑๖ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีหักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง

ตัวอย่างที่ ๑๗ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีและภริยาต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนเงินสมทบกองทุนประกันสังคมได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง

(8) สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาตามมาตรา 47 (1) (ญ) แห่งประมวลรัษฎากร

  (ก) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้หักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท และบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๑๘ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตน สามีหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท) และถ้าสามีได้อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของภริยาด้วย สามีมีสิทธิหักลดหย่อนบิดาของภริยา 30,000 บาท และมารดาของภริยา 30,000 บาท (รวม 120,000 บาท)

  (ข) กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อน ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตนได้คนละ 30,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๑๙ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีภริยาต่างฝ่ายต่างอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตน สามีหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดาของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท) ส่วนภริยาหักลดหย่อนบิดาของตน 30,000 บาท และมารดา ของตน 30,000 บาท (รวม 60,000 บาท)

(9) สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพตามมาตรา 47 (1) (ฎ) แห่งประมวลรัษฎากร

  (ก) กรณีสามีหรือภริยามีเงินได้ฝ่ายเดียว ให้หักลดหย่อนค่าอุปการะ เลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลได้คนละ 60,000 บาท และให้หักลดหย่อนบุตรชอบด้วยกฎหมายที่เป็นคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่สามีหรือภริยาเป็นผู้ดูแลได้คนละ 60,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๒๐ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 1 คน สามีหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๒๑ สามีมีเงินได้แต่ภริยาไม่มีเงินได้ สามีอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 1 คน และภริยาอุปการะเลี้ยงดูบุตรชอบด้วยกฎหมายที่เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ 1 คน สามีหักลดหย่อนคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท และมีสิทธิหักลดหย่อนบุตรที่ภริยาเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท (รวม 120,000 บาท)

  (ข) กรณีสามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย ให้ต่างฝ่ายต่างหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ตนเป็นผู้ดูแลได้คนละ 60,000 บาท

ตัวอย่างที่ ๒๒ สามีภริยามีเงินได้ทั้งสองฝ่าย สามีอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ 1 คน ส่วนภริยาอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพอีก 1 คน สามีหักลดหย่อนคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท ภริยาหักลดหย่อน คนพิการหรือคนทุพพลภาพที่ตนเป็นผู้ดูแลได้ 60,000 บาท

ข้อ 3 การเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยาก่อนปีภาษี 2555

เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 48/2545 ลงวันที่ 12 กันยายน 2545 ว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 80 ดังนั้น การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากสามีและภริยาก่อนปีภาษี 2555 ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ 48/2545 ลงวันที่ 12 กันยายน 2545 และบังคับใช้บทบัญญัติในมาตรา 57 ตรี และมาตรา 57 เบญจ แห่งประมวลรัษฎากรต่อไป โดยไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2555 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555

 

IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ตอบ:ภาษี หัก ณ ที่จ่าย.. 23-02-2013 09:13:37 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

คณะบุคคล จัดเป็นบุคคลธรรมดาค่ะ บุคคลธรรดาต้องอยู่ในหมวด ภงด.3 ค่ะ
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ภาษี หัก ณ ที่จ่าย.. 20-02-2013 15:54:25 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

คณะบุคคล อยู่ในหมวด หัก ภาษี 3 หรือ 53 คะ
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ปรึกษาเรื่องการเสียภาษีอพาร์ทเมนต์.. 20-02-2013 08:32:25 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ปรึกษาเรื่องการเสียภาษีอพาร์ทเมนต์

รบกวนขอถามเรื่องสัญญาให้บริการในเรื่องรักษาความสะอาด การให้ ไฟฟ้า แสงสว่าง การจัดยามรักษาความปลอดภัยต่าง ๆ ตามสัญญาบริการหรือให้เช่าเฟอร์นิเจอร์ จะต้องเสียภาษีอย่างไรครับ เสียเหมาได้เท่าไร แล้วสัญญาเช่าเฟอร์นิเจอร์ แอร์ เสียภาษีเหมาได้เท่าไร
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ปรึกษาเรื่องการเสียภาษีอพาร์ทเมนต์.. 16-02-2013 15:06:43 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ปรึกษาเรื่องการเสียภาษีอพาร์ทเมนต์

ขอสอบถามนะคะ จากความรู้สึกถูกเอาเปรียบของประชาชนคนหนึ่งที่ยื่นแบบชำระภาษี และไม่เคยเลี่ยงภาษีสักครั้ง ตั้งแต่มีเงินได้มาร่วม16 ปี ซึ่งปีนี้เลือกชำระภาษีผ่าน ATM ปรากฏว่าต้องเสียค่าบริการเพิ่มอีก 20 บาท ทั้งๆ ที่เป็นธนาคารที่สรรพากรกำหนด และ ATM ที่ใช้ก็เป็นของงธนาคารที่เราเปิดบัญชีค่ะ
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ตอบ:ตอบ:ภาษี หัก ณ ที่จ่าย.. 12-02-2013 18:10:09 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

ต้องหัก ณ ที่จ่ายด้วยนะค่ะ ถ้าไม่ต้องการให้หัก ณ ที่จ่ายจะต้องแยกบิลค่ะ
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ภาษี หัก ณ ที่จ่าย.. 12-02-2013 17:13:55 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

บริษัท ได้จ้างบริษัท แห่งนึงส่ง เฟอร์นิเจอร์ให้ ซึ่งใบเสร็จรับเงินออก เป็น ค่าขนส่ง 650.- ค่าติดตั้ง+บริการ 750.- รวม 1,400.- ซึ่งอันนี้ทางบริษัท ขนส่งไม่ยอมให้หัก ภาษี ณ ที่จ่าย เนื่องจากว่าแต่ละยอดไม่ถึง 1,000.- อันนี้ถูกต้องไหมค่ะ
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 55.. 11-02-2013 19:29:50 
su

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 55

การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 530) พ.ศ. 2554          
การใช้อัตราในการคำนวณภาษี รอบบัญชีปี 2554 รอบบัญชีปี 2555 รอบบัญชีปี 2556 รอบบัญชีปี 2557
      กำไรสุทธิ อัตราภาษี กำไรสุทธิ อัตราภาษี กำไรสุทธิ อัตราภาษี กำไรสุทธิ อัตราภาษี
                     
1. กรณีทั่วไป ทั้งจำนวน 30% ทั้งจำนวน 23% ทั้งจำนวน 20% ทั้งจำนวน 20%
2. กรณีลดอัตรา                
  2.1 กรณี SMEs ทางอัตราภาษี                
  บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท ส่วนที่เกิน 150,000
แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท
15% เกิน 150,000
แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท
15% เกิน 150,000
แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท
15% เกิน 150,000
แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท
15%
      ส่วนที่เกิน 1 ล้าน
แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท
25% ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท 23% ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท 20% ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท 20%
      ส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท 30% ทั้งนี้จะใช้อัตราภาษีนี้ได้ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทด้วย (ปรับเงื่อนไขใหม่ SMEs ทางอัตราภาษี)
  2.2 บริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งจำนวน 25% ทั้งจำนวน 23% ทั้งจำนวน 20% ทั้งจำนวน 20%
                     
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา.. 10-02-2013 11:14:51 
su

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ตั้งแต่ปีภาษี2555งินได้ของภรรยาไม่ถือเป็นเงินได้ของสามี  

 

เป็นที่คับข้องใจของคู่สามีภรรยามายาวนาน เกี่ยวกับเกณฑ์การเสียภาษีที่กำหนดให้เงินได้พึงประเมินของภรรยาเป็นของสามี โดยต้องนำเงินได้ที่เป็นชื่อของภรรยามารวมคำนวณเป็นเงินได้ของสามี ทำให้ฐานเงินได้ที่ใช้คำนวณภาษีสูงขึ้น คนที่แต่งงานจดทะเบียนสมรสจึงต้องเสียภาษีสูงขึ้น ถือเป็นกฎหมายที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

ในที่สุดเมื่อ 4 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า เกณฑ์ดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิสามีและภรรยาในการยื่นรายการและเสียภาษี ถือว่าไม่ส่งเสริมความเสมอภาคของชายและหญิง นับเป็นข่าวดีสำหรับภรรยาที่มีเงินได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ที่ตั้งแต่ปีภาษี 2555 เป็นต้นไป มิให้ถือว่าเงินได้พึงประเมินของภรรยาเป็นเงินได้ของสามี

กรณีสามีภรรยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ สามีและภรรยาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้ในนามตนเอง ส่วนกรณีเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากการทำกิจการร่วมกัน หรือที่มิได้พิสูจน์ว่าเป็นเงินได้ของฝ่ายใด ให้ยื่นรายการและเสียภาษีในนามคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเกณฑ์การหักลดหย่อนภาษี ซึ่งสรุปได้ดังนี้

การหักลดหย่อน

สามีหรือภรรยามีรายได้คนเดียว

มีรายได้ทั้งสองคน

ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

หักของตนเอง 30,000 + ของคู่สมรส 30,000

หักของตนเองคนละ 30,000 บาท

บุตรคนละ 15,000 และ
การศึกษาบุตรคนละ
2,000 บาท

หักได้ 17,000 บาท

ถ้าเป็นสามีภรรยาตลอดปีภาษี
หักได้คนละ 17,000 บาท
ถ้าเป็นสามีภรรยาไม่เต็มปีภาษี
หักได้คนละ 8,500 บาท

เบี้ยประกันชีวิต (ส่วนแรกหักได้
10,000 บาท ส่วนที่เกินหักได้
หลังคำนวนภาษีแล้วแต่ไม่เกิน
90,000 บาท)

ส่วนแรกหักของตนเองตามที่จ่ายจริง
แต่ไม่เกิน 10,000 + ของคู่สมรสตามที่จ่ายจริง
แต่ไม่เกิน 10,000 บาท
ถ้าเป็นสามีภรรยาไม่เต็มปีภาษีหักเฉพาะของตนเอง

หักของตนเองตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
(ส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 15
ของค่าจ้าง แต่ไม่เกิน
500,000 บาท)

หักเฉพาะของผู้มีเงินได้

หักของตนเอง

ดอกเบี้ยกู้ยืม (จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท)

ถ้ากู้ยืมคนเดียวให้หักเฉพาะของผู้มีเงินได้
ถ้ากู้ยืมร่วมกัน ให้หักได้เต็มจำนวนตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

ถ้ากู้ยืมแยกกันให้หักของตนเอง
ถ้ากู้ยืมร่วมกันให้หักได้คนละครึ่ง

เงินสมทบกองทุนประกันสังคม

หักได้ตามที่จ่ายจริง

หักของตนเองตามที่จ่ายจริง

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
คนละ 30,000 บาท

บิดามารดาของตน
บิดา 30,000 + มารดา 30,000
บิดามารดาของคู่สมรส
บิดา 30,000 + มารดา 30,000

หักเฉพาะของบิดามารดาของตน บิดา 30,000 + มารดา 30,000

ค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้พิการหรือ
ผู้ทุพพลภาพ คนละ 60,000 บาท

หักได้ 60,000 บาท
ถ้าเลี้ยงดูบุตรที่พิการหรือทุพพลภาพ
หักได้อีก 60,000 บาท

ใครมีชื่อเป็นผู้ดูแลคนนั้นมีสิทธิ
หักลดหย่อน

 

IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:การจ่ายเงินปันผล.. 03-02-2013 20:49:47 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : การจ่ายเงินปันผล

รบกวนสอบถามว่าถ้าในกรณีหจก. ประกาศจ่ายแบ่งส่วนแบ่งกำไร ปี 55 แต่ตั้งเป็นค้างจ่าย และมาจ่ายเงินในปี 56 อยากทราบว่า ผู้ที่ได้รับส่วนแบ่งจะถือเป็นเงินได้บุคคลธรรมดาในปีที่ตั้งค้างจ่าย (55) หรือปีที่จ่ายเงิน (56) คือควรจะยึดตามหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย หรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ ปู
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ตอบ:ภาษี หัก ณ ที่จ่าย.. 30-01-2013 18:57:13 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

รบกวนถามหน่อยค่ะ...ดิฉันเปิดกิจการเป็นร้านประดับยนต์3คูหาและไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรดิฉันควรทำอย่างไรค่ะ ร้านที่เปิดนี้ได้จดทะเบียนการค้าพาณิชย์แล้วค่ะ
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ตอบ:ภาษี หัก ณ ที่จ่าย.. 18-01-2013 15:24:13 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

อยากทราบว่าเราได้รางวัลมา100000บาทเราเสียภาษีแล้ว100ละ5แล้วเราจะเสียภาษีอีกไหม
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ตอบ:ภาษี หัก ณ ที่จ่าย.. 18-01-2013 11:30:14 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

เเล้วถ้า เราเป้นผู้มี หนา้ที่ หัก ณ ที่จ่าย แต่ นำส่งเงิน ที่จ่าย ภาษีที่หัก เกินไปละคะ ควรทำไงดี รบกวนหน่อยคะ
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :สอบถามอัตราค่าบริการคะ.. 14-01-2013 09:48:57 
kat_yaiaccspuc@hotmail.com

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการตรวจสอบบัญชี
กระทู้ : สอบถามอัตราค่าบริการคะ

สอบถามอัตราค่าบริการ

1.อัตราค่าบริการในการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ บริษัท จาก ขลบุรี มา กทม คะ

   -  เอกสารประกอบในการเปลี่ยนแปลงที่อยู่

2.อัตาค่าบริการในการปิด งบเปล่า  +  ค่าเซ็นงบ  ออดิทคะ + รายลเอียด คชจ ในการปิดงบ สิ้นปีคะ

3.อัตราค่าบริการเปลี่ยนชื่อบริษัท

   -  เอกสารประกอบในการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัท

IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ตอบ:ภาษี หัก ณ ที่จ่าย.. 26-12-2012 08:05:19 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

อาจจะมีปัญหาตอนสรรพากรตรวจสอบค่ะ เพราะค่าใช้จ่ายที่ต้องหัก 3% แต่ไม่ได้หักถือว่าเป็นเอกสารที่ไม่ถูกไม่ต้อง สรรพากรมีสิทธิ์ใช้ดุจพินิจบังคับให้หัก และนำส่งภาษีเองทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่ม
IP Logged
 หัวข้อกระทู้ :ตอบ:ตอบ:ภาษี หัก ณ ที่จ่าย.. 25-12-2012 14:44:32 
บุคคลทั่วไป

บุคคลทั่วไป
กลุ่มการสนทนา : ปัญหาการบริการด้านภาษี
กระทู้ : ภาษี หัก ณ ที่จ่าย

ถ้าเกิดเราลืมหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แล้วไม่ได้ทำการใดๆทั้งสิ้นไม่ได้เรียกเก็บคืนจะมีผลยังไง เปนไรไม๊คร๊ะ
IP Logged
หน้า #  << เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>


Powered by ccBoard


Joomla SEO powered by JoomSEF